สส. เอกฉันท์รับหลักการ ร่างคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ เพิ่มสิทธิเมนส์มาลาได้-ทำงาน 40 ชม./สัปดาห์

สภาฯ มีมติเอกฉันท์ เห็นชอบรับหลักการ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ ที่เสนอโดย ปชน. ขยับสิทธิแรงงาน ทำงาน 40 ชม.ต่อสัปดาห์ (เดิม 48 ชม.) มีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วัน (จากเดิม 1 วัน) มีสิทธิลาปวดประจำเดือน และลาไปดูแลคนที่รักได้ 15 วันต่อปี

24 ก.ย. 2568 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (24 ก.ย.) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) สภาผู้แทนราษฎร มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. … จำนวน 2 ร่าง ได้แก่ ร่างที่เสนอโดย จรัส คุ้มไข่น้ำ สส.จังหวัดชลบุรี เขต 8 พรรคประชาชน และคณะ และร่างที่เสนอโดย วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

สำหรับร่างฯ ที่นำเสนอโดย สส. จรัส มุ่งปรับปรุงกำหนดระยะเวลาทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปี

  • กำหนดให้เวลาทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (จากเดิม 48 ชั่วโมง) เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
  • ลูกจ้างต้องมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วัน (จากเดิม 1 วัน) ระยะห่างกันไม่เกิน 5 วัน
  • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 10 วันทำงาน (จากเดิมทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดไม่น้อยกว่า 6 วัน)

ขณะที่ร่างฯ ที่นำเสนอโดย สส. วรรณวิภา มุ่งปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน

  • กำหนดให้การจ้างงานมีความเท่าเทียมในทุกด้าน นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างเรื่องความพิการ เพศสภาพ ศาสนา ความเชื่อ หรือทัศนคติทางการเมือง
  • ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเนื่องจากมีประจำเดือน ไม่เกิน 3 วันต่อเดือน โดยไม่ให้ถือเป็นวันลาป่วยและไม่นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างลา
  • ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิด ไม่เกิน 15 วันทำงานต่อปี กรณีที่ลาตั้งแต่ 5 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างอาจให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์หรือใบมรณบัตรของบุคคลที่ลาไปดูแล
  • การให้นมบุตรในที่ทำงาน กำหนดให้มีสถานที่ที่เหมาะสมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ในช่วง 8 ชั่วโมงของการทำงาน ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปีหลังคลอด

หลังการอภิปรายที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติต่อร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ทั้ง 2 ฉบับ โดยแยกลงมติในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่ง สส. จรัสกับคณะเป็นผู้เสนอ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 333 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน และกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่เสนอโดย สส. วรรณวิภากับคณะที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 329 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 39 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน

จรัส กล่าวว่า ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ประกอบกับปัจจุบันผู้ใช้แรงงานมากกว่า 30 ล้านคนในตลาดแรงงานของไทยมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงสมควรแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานโดยรวม เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรองของแรงงาน

โดยร่างที่ตนเสนอคือฉบับ “แรงงานมีเวลาพักผ่อน” เสนอแก้ไขเพิ่มเติม 3 ประเด็น (1) ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง กำหนดให้เวลาทำงานทั้งสัปดาห์ต้องไม่เกิน 40 ชั่วโมง เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ต้องไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (2) วันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง กำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 2 วันต่อสัปดาห์ โดยวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 5 วัน (3) สิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 120 วัน มีสิทธิลาหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 10 วันทำงาน และกำหนดให้ในปีต่อไป นายจ้างอาจกำหนดวันลาหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างมากกว่า 10 วันก็ได้ และนายจ้างอาจกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่ลูกจ้างโดยคำนวณให้ตามส่วนก็ได้ สำหรับลูกจ้างซึ่งยังทำงานไม่ครบ 120 วัน

จากการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากร่างกฎหมายฉบับนี้ ฝ่ายที่เห็นด้วยสรุปว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งให้เกิดการส่งเสริมการจ้างงานให้มีความเท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น การลดชั่วโมงการทำงานเพื่อให้มีความยืดหยุ่น ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานให้ดีขึ้นได้ รวมถึงช่วยให้พนักงานและครอบครัวสามารถมีความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงาน ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย กังวลว่ากฎหมายฉบับนี้อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานต่อเนื่องและนายจ้างที่เป็น SMEs อาจต้องปิดกิจการหรือย้ายกิจการไปเปิดในประเทศอื่น

จึงมีข้อสังเกตว่าควรมีการกำหนดข้อยกเว้นในบางอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถจัดวันหยุดได้อย่างยืดหยุ่น ตลอดจนควรมีมาตรการช่วยเหลือนายจ้างที่ต้องปรับตัวตามกฎหมายฉบับใหม่ เช่นการลดภาษีหรือการให้เงินสนับสนุนสำหรับธุรกิจที่ต้องปรับโครงสร้างแรงงาน

วรรณวิภากล่าวว่า ไทยมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ยังมีหลายเรื่องที่ยังไม่ถูกแก้ไข ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและไม่เท่าทันต่อนานาอารยประเทศ จึงเสนอแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับ “ยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” โดยร่างฉบับนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน มีผู้เข้ามารับชมร่างกฎหมายในเว็บไซต์ของสภาฯ ประมาณ 30,000 คน เสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยเกือบ 97% และที่น่าสนใจคือกลุ่มคนที่กำลังจะเข้าสู่วัยแรงงาน ได้แสดงความคิดเห็นมากที่สุด

โดยร่างฉบับนี้เสนอแก้ไขทั้งหมด 4 ประเด็นสำคัญ (1) การไม่เลือกปฏิบัติในที่ทำงาน จากเดิมเขียนว่าให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียมกัน เปลี่ยนเป็นให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ ความเชื่อทางศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมายังมีหลายคนที่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้เติบโตในหน้าที่การงานอย่างที่ควรเป็น การแก้กฎหมายตรงนี้จะช่วยปิดช่องโหว่ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

(2) ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลครอบครัว ตนเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากใช้สิทธินี้ เพราะแปลว่าเรากำลังจะเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ที่ผ่านมามีบางคนไม่สามารถไปดูแลคนที่รักในช่วงสุดท้ายของชีวิตเพียงเพราะหัวหน้าไม่อนุญาตให้ลา โดยเรื่องนี้ในหลายประเทศก็ให้สิทธิเช่นเดียวกัน เช่นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ดังนั้นถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ จะเป็นตาข่ายรองรับให้กับคนทำงานด้วย

(3) การให้นมบุตรในที่ทำงาน นายจ้างต้องจัดพื้นที่ที่ปลอดภัย มิดชิด และมีอุปกรณ์ในการจัดเก็บและปั๊มนมในที่ทำงาน ให้ลูกจ้างสามารถปั๊มนมในช่วงเวลาพักในที่ทำงานได้ เพราะแม้เราจะผ่านกฎหมายลาคลอด 120 วันแล้ว แต่อย่าลืมว่าทารกควรได้รับนมแม่อย่างน้อย 180 วันหรือมากกว่านั้นเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันและเติบโตอย่างแข็งแรง แม่ที่เพิ่งลาคลอดและมีความจำเป็นต้องกลับเข้ามาทำงาน จึงควรมีพื้นที่ปลอดภัยเพื่อปั๊มนมให้ลูก มีหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียที่ทำเรื่องนี้ยุโรปหรือเอเชีย

(4) วันลากรณีมีประจำเดือน โดยไม่ให้ถือเป็นวันลาป่วย เรื่องนี้ถกเถียงกันในสังคมอย่างมากว่าเป็นการให้สิทธิแก่แรงงานผู้หญิงมากไปหรือไม่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจว่าถ้าใครที่มีประจำเดือนแล้วไม่ปวด ถือเป็นโชคดีของคนนั้น แต่หลายคนไม่ได้โชคดีแบบนั้น ตนเข้าใจดีเพราะเพราะประสบพบเจอด้วยตัวเอง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ หรือหากต้องฝืนมาทำงาน ก็ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ในหลายประเทศให้สิทธิลาปวดประจำเดือน เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ผลสำรวจที่ออกมาพบว่ามีลูกจ้างที่ใช้สิทธินี้ไม่ถึง 1% หมายความว่าสิ่งที่ใครหลายคนบอกว่าการปล่อยให้ผู้หญิงลาปวดประจำเดือนอาจจะทำให้ทุกคนแห่กันลานั้น ตามสถิติแล้วไม่เป็นความจริง การให้สิทธิลาปวดประจำเดือนจึงไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษต่อเพศใดเพศหนึ่ง แต่เป็นเรื่องทัศนคติต่อความเท่าเทียมทางเพศที่เราควรเข้าใจกันเสียใหม่หรือไม่ เพราะหากให้ลูกจ้างที่มีประจำเดือนใช้สิทธิลาป่วยปกติ เท่ากับลูกจ้างที่มีประจำเดือนหรือลูกจ้างหญิงจะเหลือสิทธิลาป่วยน้อยกว่าลูกจ้างที่ไม่มีประจำเดือนหรือลูกจ้างชาย

วรรณวิภากล่าวว่า หลายคนอาจมีข้อกังวลหรือห่วงใยต่อผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้ ตนเชื่อว่าเราสามารถพูดคุยและถกเถียงกันได้ในชั้นกรรมาธิการ จึงขอเชิญชวนให้ สส. ทุกพรรคการเมือง โหวตรับหลักการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนทำงาน ให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมีความมั่นคงในการทำงานมากขึ้น ลดการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน

Source: https://prachatai.com/journal/2025/09/114799