รัฐบาลพม่าห้ามชายวัยเกณฑ์ทหารทำงานนอกประเทศ ไทยจะขาดแคลนแรงงานหรือไม่?

สงครามระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังชาติพันธุ์และกองกำลังพิทักษ์ประชาชน กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด นอกจากต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดน ไทยกำลังจะได้รับผลกระทบด้านแรงงาน เนื่องจากมีข่าวว่า ทางการพม่าไม่อนุญาตให้ผู้ชายเดินทางไปทำงานนอกประเทศ

จนถึงวันนี้ คนไทยคงได้รับทราบการสู้รบระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าและกองกำลังชาติพันธุ์ที่ร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ฝั่งประชาธิปไตย โดยกองทัพพม่าเองก็ไม่คาดคิดว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2021 นำโดย มิน อ่อง หล่าย จะถูกต่อต้านจากประชาชนอย่างหนัก และล่าสุดได้สูญเสียพื้นที่ปกครองสำคัญๆ ให้กับกลุ่มต่างๆ อีกทั้งฝ่ายต่อต้านเองก็สามารถประสานงานและมีการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มในการปฏิบัติภารกิจ มีอาวุธและยุทธวิธีโต้ตอบทหารมากขึ้น

แนวโน้มการปะทะทวีความรุนแรง กองทัพพม่า หรือ ‘ตัดมาดอว์’ กำลังจะเสียเปรียบด้านกำลังพล จนทำให้รัฐบาลทหารพม่าประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารว่า ชายชาวพม่าทุกคน อายุตั้งแต่ 18-35 ปี และผู้หญิง อายุตั้งแต่ 18-27 ปี ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นเวลา 2 ปี

มาเป็นแรงงานราคาถูกดีกว่าเสี่ยงตายเป็นแนวหน้าในสมรภูมิ

เมื่อพม่าเริ่มเกณฑ์ทหารอย่างเข้มงวด จึงเกิดเป็นภาพข่าวชาวพม่าต่อแถวหน้าสถานทูตไทยเพื่อขอวีซ่าเดินทางมาไทย โดยคนหนุ่มสาวพม่ามีการทำข้อมูลแจกจ่ายว่าวิธีย้ายมาไทยอย่างถูกกฎหมายต้องทำอย่างไร เช่น มาเรียน มาทำงาน มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการที่มีเครือข่ายนายหน้าลักลอบพาเข้าไทยมาทำงาน

ส่วนช่องทางที่หนุ่มสาวที่ไม่มีกำลังทรัพย์ มักเลือกมาทำงานที่เรียกว่า แรงงานนำเข้าตามข้อตกลง MOU ซึ่งเป็นการนำแรงงานพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยภายใต้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อให้มีขั้นตอนและกระบวนการดำเนินงานที่ชัดเจน มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม และมีการส่งกลับประเทศพม่าเมื่อครบวาระการจ้างงาน ซึ่งกลไก MOU นี่จะเป็นการเจรจาระหว่างรัฐ-รัฐเท่านั้น

ตามแนวทางบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติ กัมพูชา ลาว และพม่า ซึ่งเข้ามาทำงานในราชอาณาจักร เป็นไปตาม MOU มีวาระการจ้างงานครบ 4 ปี จากนั้นสามารถดำเนินการทำเอกสารเป็นแรงงานนำเข้าตามข้อตกลง MOU ใหม่ได้

แรงงาน MOU จะสมัครงานมาทำงานที่เมืองไทยผ่านบริษัทจัดหางาน โดยแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานต้องมีเอกสาร วีซ่า และรับทราบสภาพการทำงาน

ข้อมูลที่พบจากบริษัทรับทำ MOU และหางาน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาทต่อคน และใช้เวลาดำเนินการ 40-60 วัน

แต่ความฝันของคนหนุ่มสาวก็โดนทำร้ายซ้ำอีกครั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนัก เช่น BBC และ Myanmar Now รายงานว่า รัฐบาลทหารพม่าออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ชายวัยเกณฑ์ทหารเดินทางออกมาทำงานในรูปแบบแรงงาน MOU ซึ่งจุดหมายใหญ่คือประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย คำสั่งนี้ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมไทยทั้งภาคการผลิตและบริการ

ไทยกับการพึ่งพาแรงงานสัญชาติพม่าผ่านการนำเข้า MOU

ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เดือนกุมภาพันธ์ 2567 ประเทศไทยจ้างงานคนสัญชาติพม่าทั้งหมดจำนวน 2,306,065 คน โดยเป็นการจ้างงานแบบแรงงาน MOU จำนวน 262,213 คน ซึ่งเป็นการนำเข้าแรงงานตามกฎหมาย

รัฐบาลไทยพยายามแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย และนำมาขึ้นทะเบียนทำงานตามที่รัฐบาลประกาศเป็นครั้งๆ ไป หลายครั้งแรงงานและนายจ้างใช้นายหน้าในการจัดหางาน นำไปสู่ปัญหาค่าใช้จ่ายสูง หนี้สิน การยึดเอกสาร และหลอกลวงหางาน ซึ่งมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของการผลิตไทยในประเด็นแรงงานทาสสมัยใหม่

อีกทั้งการนำเข้าแรงงาน MOU โดยตรงของนายจ้าง หวังว่าจะช่วยให้ผู้ผลิตไทยที่เป็นคู่ค้าของแบรนด์ระดับโลกสามารถจัดการปัญหาการเก็บค่าใช้จ่ายในการจัดหางานที่แพง และแรงงานมีความรู้เกี่ยวกับงานและสัญญาจ้าง  อย่างเช่น Unilever Nestle Wallmart ก็กำหนดว่าการจัดหาพนักงานของคู่ค้าอย่างเป็นทางการนั้นเป็นไปตามหลักจริยธรรมและมีค่าใช้จ่ายเป็นธรรม เพื่อตัดความเสี่ยงการละเมิดแรงงาน

นอกจากนี้การจ้างงาน MOU ถูกมองว่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพราะนายจ้างสามารถหาแรงงานโดยตรงจากประเทศต้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคก่อสร้าง เกษตร บริการ แปรรูปอาหาร และ ประมง ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ซึ่งแน่นอนว่า คำสั่งห้ามไม่ให้เดินทางออกไปทำงานนอกประเทศของรัฐบาลทหาร จะส่งผลโดยตรงกับนายจ้างที่ใช้แรงงาน MOU และอยู่ระหว่างการนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำสั่งห้ามไม่ให้แรงงานชายเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ จะรวมถึงกรณีแรงงานพม่าในไทย ที่มีความจำเป็นต้องกลับไปต่ออายุเอกสารที่ประเทศพม่าหรือไม่ เช่น กลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบ 4 ปี ทำงานได้ถึง 30 เมษายน 2567 ประมาณ 50,000 คน หรือจะรวมถึงกลุ่มแรงงาน MOU ประมาณ 100,000 คน ที่ครบ 4 ปี ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 หรือกลุ่มจ้างงานตามฤดูกาลที่ใช้บัตรผ่านแดนเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ชายแดนประมาณ 20,000 คน แรงงานบางส่วนก็ไม่กล้ากลับไปพม่า เพราะกลัวไม่ได้กลับเข้ามาไทยอีก ที่สำคัญ จำนวนข้างต้นเป็นแรงงานที่เข้ามาอย่างถูกต้อง ยังไม่นับจำนวนคนพม่าลักลอบเข้าไทยอีกจำนวนมาก

เมื่อพม่ากำหนดนโยบายแรงงานไม่คำนึงถึงฝั่งไทย

ประเทศไทยอาจต้องทบทวนว่า แม้ไทยจะพยายามหาทางออกเรื่องการจัดการแรงงานร่วมกับประเทศต้นทาง หากรัฐบาลพม่ายังไม่มีเสถียรภาพ และออกนโยบายด้านความมั่นคงภายในประเทศ แต่ส่งผลกระทบต่อการจัดการแรงงานข้ามชาติในไทย เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลผสมของไทยต้องวางแผนจัดการ

ภาระสำคัญน่าจะอยู่ที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้คุมทีมเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยที่คุมกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน ต้องร่วมกันผ่าทางตันของปัญหานี้ โดยไม่หวังแต่ข้อเสนอแนะจากราชการเพียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้ผู้ประกอบการไทยต้องมาแบกความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเรื่องแรงงานข้ามชาติ ที่มีอุปสรรคติดขัดหลายขั้นตอน นำเข้าไม่ได้ ไม่มีจดทะเบียนในประเทศ เอกสารหมดอายุ รวมทั้งกังวลว่าการจัดการแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีแนวทางชัดเจนจากรัฐบาลไทย

สิ่งที่ฝ่ายนายจ้างเรียกร้องมาอย่างยาวนาน คือการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเป็นระบบ ค่าใช้จ่ายถูก ขั้นตอนง่ายดาย ตัดตอนขบวนการนายหน้า แก้ปัญหาโครงสร้างประชากรเปลี่ยน ซึ่งไทยรัฐออนไลน์เคยสัมภาษณ์ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมองว่า เป็นโอกาสของไทยที่จะมีประชากรวัยแรงงานของพม่าที่สมองไหลจากการหนีเกณฑ์ทหารมาช่วยพยุงปัญหาโครงสร้างประชากรเปลี่ยนและการขาดแคลนแรงงาน ก็คงเหลือแต่ว่าพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมพรรคไหนจะสามารถพัฒนานโยบายตอบสนองต่อปัญหาของนายจ้างได้เร็วกว่ากัน

SOURCE: https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104411?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTEAAR1VPjElhlfrppQVDqrmYUU6XQn176I8LDz1m-btXYewZLQT0KNAzbe0-0M_aem_AUKiRWrHQwh3EMnXWSLlMUSYP8Ecz1LUzI4s5J82x-LK-cfNZ0_gq3wAqo8JFhUtqE9Bq5on9l8fiSNheS0kFGxX